บทที่ 7 สอดรู้สอดเห็น

ลานดินหน้าเรือนร้อน ร้อนมาก ร้อนมากมาก มะปรางโยนไม้กวาดทางมะพร้าวลงกับพื้นเสียงดัง ปัง! ปาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาตามใบหน้าด้วยหลังมือ

“ร้อนอะไรขนาดนี้แดดประเทศไทย...” เธอพึมพำกับตัวเอง ขยับไหล่ที่ปวดเมื่อยจากการกวาดดินและถูเรือนไม้ตามคำสั่งของพ่อหมอ

“บ่นอะไรอีก”

เสียงทุ้มดังขึ้นจากทางระเบียง มะปรางสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมอง เห็นอินทร์ยืนกอดอกมองลงมา ท่อนบนเปลือยเปล่าเช่นเคย

“ใครบ่น! ไม่มี๊” มะปรางลอยหน้าลอยตาตอบ “แค่พูดให้ฟังเฉย ๆ”

อินทร์ก้าวลงจากบันไดทีละขั้น เดินตรงเข้ามาหยุดยืนห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว เขากวาดสายตามองพื้นที่ถูกกวาดจนสะอาด ก่อนจะเลื่อนสายตามามองใบหน้าของหญิงสาว

“สะอาดใช้ได้” อินทร์เอ่ยสั้น ๆ

“มาใช้ได้อะไรกันล่ะ ยืนกวาดตั้งนานไม่มีคำชมที่มันดีกว่านี้หรือไง” มะปรางสวนกลับทันควัน “ช่างมันเถอะ ถ้าไม่มีอะไรให้ทำแล้ว ฉันจะไปนั่งพัก ขาจะหักหมดแล้วเนี่ย”

“ใครบอกว่าหมดหน้าที่แล้ว” อินทร์หยิบขันทองเหลืองยื่นใส่มือเธอ “เดินไปตักน้ำที่บ่อน้ำหลังบ้านมาเติมใส่โอ่งให้เต็ม สองโอ่งใหญ่”

“หา? สองโอ่ง?” มะปรางตาโต อ้าปากค้าง “น้ำประปาหมู่บ้านก็มี ทำไมต้องไปตักน้ำบ่อด้วยเล่า! นี่มันยุคไหนแล้ว!”

“น้ำประปาใช้รดต้นไม้ น้ำบ่อหลังบ้านใช้ทำพิธี” อินทร์ตอบหน้าตาย “ถ้าไม่อยากทำก็ไม่เป็นไรนะ คืนนี้ก็นอนรอผีผัวเก่ามึงมาหักคอได้เลย”

มะปรางกำมือแน่น อยากจะเอาขันทองเหลืองฟาดหน้าหล่อ ๆ ของหมอผีปากร้ายนี่สักที แต่พอคิดถึงเดช เธอก็ทำได้แค่กัดฟันสะบัดหน้าหนี

“เออ! ไปก็ได้! คอยดูนะ ถ้ามีโอกาศเมื่อไหร่แม่จะเอาขันทองฟาดให้!”

ประโยคสุดท้ายเธอตั้งใจพูดเสียงเบาเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายได้ยินก่อนจะเดินสะบัดตูดไป ทิ้งให้อินทร์ยืนมองตามด้วยรอยมุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อย

ไม่นานนัก เสียงของนนท์ก็วิ่งหน้าตั้งถือโทรศัพท์มือถือเข้ามาหาอินทร์ข้างบนเรือน “พ่อครูครับ... ผู้ใหญ่บ้านโทรมาแจ้งว่า มีชาวบ้านไปเจอซากข้าวของเครื่องไสยศาสตร์ถูกทิ้งไว้แถวป่าช้าท้ายหมู่บ้าน หน้าตาเหมือนของที่ใช้ทำพิธีผูกจิตเด๊ะ ๆ เลยครับ”

อินทร์หุบยิ้มทันที แววตาเปลี่ยนเป็นจริงจัง

“ไปดู”

ขณะเดียวกัน มะปรางที่กำลังถือขันน้ำเดินมาถึงตีนบันได ก็ชะลอฝีเท้าเมื่อได้ยินบทสนทนาระหว่างทั้งสองคน ความสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านทำงาน เธอวางขันน้ำลงแอบฟังเงียบ ๆ โดยที่อินทร์เดินสวนลงมาจากเรือนโดยไม่ทันสังเกตเห็นเธอ

แผ่นหลังกว้างเดินลับหายไปทางท้ายหมู่บ้าน มะปรางตัดสินใจแอบย่องตามหลังไปห่าง ๆ

อินทร์เดินสาวเท้าเร็วไปยังบริเวณป่าช้าท้ายหมู่บ้าน ที่ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านกลุ่มใหญ่กำลังยืนล้อมมุงดูของที่ถูกทิ้งเรี่ยราดอยู่บนพื้นดิน ซึ่งสัปเหร่อเป็นคนเจอ

“พ่อหมอมาแล้วหลบแหม่ ๆ” (พ่อหมอมาแล้วหลบหน่อย ๆ) ผู้ใหญ่บ้านร้องบอกชาวบ้านที่ยืนออกันอยู่ให้ออกจากทาง

อินทร์ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าเครื่องไสยศาสตร์ ดวงตาคมเข้มกวาดตามองวัตถุเหล่านั้นอย่างพินิจพิเคราะห์

“แม่นของคุณไสยอีหลีล่ะผู้ใหญ่” (ใช่ของคุณไสยจริงๆ ด้วยผู้ใหญ่) อินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“มีคนจงใจเอามาถิ่มไว้เพื่อสะสะเดาะเคราะห์ปัดเป่าของต่ำลงดิน แถวนี้มีใผแปลกหน้ามาบ่?” (มีคนจงใจเอามาทิ้งไว้เพื่อสะเดาะเคราะห์ปัดเป่าของต่ำลงดิน แถวนี้มีใครแปลกหน้ามาบ้างไหม?)

“บ่มีเด้อพ่อหมอ มีแต่คนในบ้านเฮานี่ล่ะ กะบ่ฮู้ว่าแมแม่นฝีมือไผ” (ไม่มีเลยพ่อหมอ มีแต่คนในบ้านเรานี่แหละ แต่ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร) ผู้ใหญ่บ้านส่ายหน้าตอบด้วยสีหน้ากังวล

“ระวังไว้เด้อ ช่วงนี้วิญญาณเร่ร่อนมันหลาย” (ระวังไว้ด้วย ช่วงนี้วิญญาณเร่ร่อนมันเยอะ) อินทร์สั่งกำชับเป็นเสียงเข้ม ก่อนจะหันไปสั่งงานนนท์ที่เดินตามมาสมทบ “นนท์ เอาเกลือกับข้าวสารเสกมาโปรดรอบบริเวณนี้ อย่าให้ของต่ำมันแผ่พลังงาน ออกมาทำร้ายใครได้”

“ครับพ่อครู!” นนท์รับคำอย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางกลุ่มชาวบ้านที่กำลังมุงดูเหตุการณ์ มะปรางที่แอบย่องตามหลังมาห่าง ๆ กำลังซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบ เธอชะเง้อมองผ่านกิ่งไม้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทำไงได้นิสัยชอบสอดรู้เรื่องชาวบ้านมันอยู่ในสายเลือด

“มาเฮ็ดอีหยั่งอยู่ม่องนี้ล่ะอีหล่า?” (มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ล่ะลูก?)

เสียงทุ้มของชายสูงอายุคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอามะปรางสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าเป็นตาคำ เธอก็รีบยกมือขึ้นจุ๊ปากส่งสัญญาณห้าม

“ชู... เบาๆ ค่ะตาคำ เดี๋ยวพ่อหมอเห็น” มะปรางกระซิบเสียงเบาหวิว

“เอ้า... โตมาแอบเบิ่งหยังล่ะ ระวังเด้อแถวป่าช้ามันฮกฮ้าง ผีสางเทวดามันหลาย คั่นแมนดีก็อย่าอยู่นาน ถือว่าตาเตือนแล้วนะ” (อ้าว... มาแอบดูอะไรล่ะนั่น ระวังนะแถวป่าช้ามันรกร้าง ผีสางเทวดาเยอะ ให้ดีก็อย่าอยู่นานถือว่าตาเตือนแล้วนะ) ตาคำเตือนด้วยความหวังดีก่อนจะเดินเลี่ยงหายไป

มะปรางพยักหน้ารับส่งๆ แต่ความอยากรู้อยากเห็นกลับมีมากกว่า เธอขยับตัวชะโงกหน้าออกไปมองอินทร์อีกครั้ง

แต่ในจังหวะที่เธอกำลังเผลอ บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ความรู้สึกหนาวเยือกถึงกระดูก ลมพัดกรรโชกแรงจนกิ่งไม้ไหว กลิ่นเหม็นเน่าคลุ้งของซากศพโชยเข้าแตะจมูกอย่างรุนแรงจนเธอต้องยกมือขึ้นปิดจมูก

“อี๋... กลิ่นอะไรเนี่ย เหม็นชะมัด” มะปรางพึมพำด้วยความรังเกียจ

กว๊าก!

เสียงนกแสกกรีดร้องเสียงแหลมดังสนั่นมาจากยอดไม้สูง มะปรางเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ทันใดนั้น เงามืดสีดำทึบขนาดใหญ่ ก็พุ่งแหวกอากาศลงมาจากกิ่งไม้ตรงมาที่เธออย่างรวดเร็ว

“กรี๊ดดดดด!”

มะปรางหวีดร้องสุดเสียง ขาเรียวทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัว เงาดำนั้นแผ่ไอเย็นยะเยือกและพยายามพุ่งเข้าตะครุบตัวเธอ ร่างกายของเธอแข็งทื่อ ขยับหนีไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมนต์ดำ

ไกลออกไป อินทร์ที่กำลังสั่งงานอยู่ได้ยินเสียงกรีดร้องคุ้นหู ดวงตาเบิกกว้างขึ้น

“มะปราง!”

อินทร์หันขวับไปทางพุ่มไม้ทึบหลังป่าช้า ร่างสูงใหญ่รีบวิ่งฝ่ากลุ่มชาวบ้าน ปลายเท้ากระโจนข้ามพุ่มไม้หนาโดยไม่ลังเล เมื่อเห็นเงาดำกำลังจะฝังเล็บใส่ร่างของหญิงสาว

“อย่ามายุ่งกับคนของกู!"

อินทร์ตะโกนลั่น มือหนาคว้ากระปุกข้าวสารเสกซัดเข้าใส่เงาดำนั้นเต็มแรง พร้อมกับชักมีดหมอเล่มยาวออกมาชี้ฟ้า ท่องคาถาขับไล่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป